"ทำไมไปดูหนังคนเดียวหล่ะ"
posted on 06 Nov 2009 18:42 by jotzenith
ประโยคที่คงจะได้ยินบ่อยๆเวลาที่เราบอกเพื่อนๆ หรือ ใครที่บ้านว่าจะไปดูหนังคนเดียว
หลายคนก็บอกว่า ดูหนังต้องดูหลายๆคนไปกับเพื่อนสิ จะปลีกวิเวกทำไม แต่ใน
ขณะเดียวกัน คนที่ชอบไปดูคนเดียวก็จะบอกว่า ง่ายดี ไม่ต้องรอสใคร ตรงเวลา
นั่งสบาย ที่นั่งหาง่าย แต่ในที่นี้ขอแยกกลุ่มที่ชอบไปดูคนเดียวแบบตั้งใจดูจริงๆ
ละกันออกจากการเขียนแล้วกันเพราะดูเหมือนเค้าทำได้เป็นอาชีพแล้ว 555+
ข้อดีข้อเสียแบบไม่เป็นทางการเซิร์ชเจออันนึงจาก
http://aerial.exteen.com/20090412/entry (ให้เครดิตตามมารยาท)
ข้อดี
1. อยากดูเมื่อไหร่ก็ไปดูได้เลย ไม่ต้องคำนึงถึงพันธะสัญญาต่างๆที่ทำไว้กับชาว
บ้าน ที่บางทีรอกันไปรอกันมาอดดูซะงั้น
2. ดูที่ไหนก็ได้ จะดูใกล้บ้านก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องมานั่งคำนึงถึงสถานที่ที่เป็น
กลางระหว่างบ้านเรากับบ้านคนที่จะไปดูด้วย
3. ไม่จองล่วงหน้าก็หาที่นั่งดีๆได้ เพราะมักจะมีที่นั่งว่างหนึ่งที่เหลือให้เสมอ
4. ไม่มีคนชวนคุย หรือคอยถาม (ไม่นับอีเวรข้างๆที่มันคุยกันเอง)
5. ไม่ต้องมานั่งทำสนธิสัญญาว่า คราวนี้ดูเรื่องที่เอ็งอยากดูแล้ว คราวหน้า
ถึงคราวข้าเลือกบ้าง
6. ดูเสร็จแล้ว อยากกลับบ้าน อยากเดินเล่น อยากนอนกลิ้งหน้าโรงก็ไม่มีใครว่า
7. ชีวิตเป็นอิสระ ไม่ต้องขึ้นกับใคร
8. จะไปดูเรื่องเดิมอีกรอบก็ไม่มีคนมาคอยบ่นให้รำคาญโสต
ประสาท "ดูแล้วดูอีกทำไม" (ก็ตังค์กรู ไม่รู้เมืงจะมาเจือกเรื่องของกรูทำไมเหมือนกัน)
ข้อเสีย
1. เวลามีของแถม มันชอบแถมเวลาซื้อตั๋ว 2 ใบ แต่เรื่องเล็ก นานๆๆๆๆๆๆๆๆ
ถึงจะมีของแถมดีๆผุดมาที แต่อดได้แม่เหล็กมาติดตู้เย็นนานแล้ว
มันเลิกแจกแล้วหรือว่าแจกให้เวลาซื้อตั๋ว 2 ใบเนี่ย ไม่เคยสังเกต
2. เวลาคันปากอยากโฮกจะไม่มีคนให้โฮกด้วย เพราะวงศาคณา
ญาติเป็นโรคสปอยล์โฟเบียกันหมด
ข้อดีดูเหมือนจะมีมากกว่าข้อเสีย แต่ คิดๆดูแล้ว อะไรเป็นจุดเริ่มต้นของการ
ดูหนังคนเดียวหล่ะ ตัวผมเองก็เหงามั้ง ส่วนคนอื่นเท่าที่เคยได้ยิน ได้อ่านมาก็
จำพวก อกหัก แฟนทิ้ง ทะเลาะกับแฟน เบื่อเพื่อน ไม่รู้มีใครรู้สึกมั้ยว่า
เวลาไปดูหนังแล้วมันจะเหมือนโดนดูดเข้าไปในเรื่องนั้นๆ ทำให้ลืม
คิดอะไรต่ออะไรได้หมดเลย จำไม่ได้ว่าเรื่องแรกนี่มันเรื่องอะไรหรอก
แต่ที่จำได้สดๆล่าสุดและเป็นแรงบันดาลใจในการเขียน “รถไฟฟ้า...มาหานะเธอ”
คำเตือน อาจมีเนื้อหาเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ
ถ้ายังไม่ได้ดูโปรดข้าม ไม่อยาก Spoil
เรื่องนี่เห็นใครหลายๆเข้าไปดูบอกว่า ดี สนุก ซึ้ง โดนใจ แต่สุดท้ายที่มากที่สุดคือ
พี่เคนหล่อมากกกกกก - -‘’ แต่ข้อสุดท้ายไม่ใช่ประเด็นหรอกเพราะว่าผมเป็นผู้ชาย
แต่ที่เข้าไปดูนี่ส่วนนึงคือ ผู้ชายแบบเคน ธีรเดชที่เล่นเป็น วิศวกรรถไฟฟ้า ชื่อว่า ลุง
ถึงเป็นที่หมายปองในสายตาของผู้หญิงส่วนหนึ่ง เข้าไปก็พอรู้ว่า
จำพวกพูดน้อย ดูอบอุ่น ดูเป็นคนลึกลับน่าค้นหา หรือที่เห็นแบบนี้เพราะ
หนังต้องการแบบนี่รึเปล่า ลี่ ก็เป็นสาวธรรมดาทั่วไปอายุจะ 30 มาจากครอบครัวจีน
ดันไปเจอพระเอกตอนที่ชีวิตกะลังเหงา
สุดท้ายก็จบ happy ending ตามสไตล์หนังตลาดของ GTH
หนังจบกลับสู่โลกความเป็นจริง แค่รู้สึกว่าบางที ใช้ชีวิตอยู่ไม่มีแฟน
มันก็เหงา บางครั้ง แต่บางที คนเราก็ต้องการอะไรที่เข้ามาเติมไฟให้กับชีวิตบ้าง
เวลาเดินทางไปไหนมาไหน สยาม เซ็นทรัลเวิล์ด เดอะมอลล์ มีแต่คนที่เดินกันเป็นคู่ๆ
แล้วเราหล่ะ เดินคนเดียวต่อไป ก็เหงาแต่ทำไงได้ ไม่อยากหาแฟนชั่วคราว
หนังดูเหมือนจะมีประโยคเด็ดของเป็ดที่พูดกับลี่ว่า
“แฟนไม่ได้มีไว้เพื่อไปไหนกับเรา แต่มีไว้เพื่อให้รู้ว่ามีใครอีกคนที่รักเรา”
อันนี้อธิบายไม่ได้แต่โดนใจเต็มๆ
โอ๊ย เขียนไปเขียนมาหลุดประเด็นซะละ สรุปคือจะสื่อว่า บางที
คนไปดูหนังคนเดียว ส่วนมากอาจจะต้องการเติมความสุข เติมไฟให้ชีวิตบ้างก็ได้มั้ง
ไม่ใช่เพราะเค้าเป็นคนที่ต่อต้านสังคมหรืออะไรก็ตาม
อาจจะผิดหวังในความรัก ความหวานในเรื่องอาจจะเติมน้ำตาลให้หัวใจ มีกำลังใจ
และลืมเรื่องเลวร้ายเก่าๆ
อาจจะผิดหวังในชีวิต ความพยายามของตัวละครที่ประสบความสำเร็จ
อาจเป็นกำลังใจให้กับชีวิตที่เหนื่อยล้า อาจจะเครียดจากการทำงาน
โลกแห่งภาพยนตร์ทำให้คุณลืมชีวิตที่วุ่นวายได้ชั่วขณะ
ถ้าปั๊มน้ำมันมีไว้เพื่อเติมน้ำมันให้รถวิ่ง
บางที สำหรับใครบางคน
โรงหนังอาจจะเป็นปั๊มที่เติมไฟให้กับชีวิตก็ได้
แล้วการดูหนังในโรงหนังคนเดียวเติมอะไรให้กับคุณหล่ะครับ?
P.S. เขียนมึนๆนึกว่าจะเขียนได้ดีกว่านี่ซะอีก - -